• 053-271-296, 092-965-3926
  •  เปิดทำการ วันจันทร์ - วันเสาร์ เวลา 08:00-17:00 น.
PPWR 2026 คืออะไร? กฎใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้
03 ต.ค. 2569

PPWR 2026 คืออะไร? กฎใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้

PPWR 2026 คืออะไร? กฎใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยต้องรู้


PPWR 2026 กำลังกลายเป็นหนึ่งในกฎระเบียบด้าน Packaging ที่ผู้ผลิต เจ้าของแบรนด์ และผู้ส่งออกไทยไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะธุรกิจที่มีสินค้าเข้าไปจำหน่ายในตลาดสหภาพยุโรป (EU)

ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2026 เป็นต้นมา กฎ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) หรือ Regulation (EU) 2025/40 เริ่มนำมาบังคับใช้ในสหภาพยุโรป โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ลดขยะบรรจุภัณฑ์ ลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น และผลักดันให้ Packaging เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น

และสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยควรรู้คือ PPWR ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะบริษัทในยุโรป แต่สามารถส่งผลต่อผู้ผลิตและผู้ส่งออกจากประเทศนอก EU ที่นำสินค้าไปวางตลาดในยุโรปด้วย

PPWR คืออะไร?

PPWR ย่อมาจาก Packaging and Packaging Waste Regulation

เป็นกฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่เข้ามาปรับระบบการจัดการ บรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ตลอดวงจรชีวิต

กฎนี้เข้ามาแทนที่กรอบเดิมอย่าง Packaging and Packaging Waste Directive (PPWD) และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025 ก่อนเริ่มนำข้อกำหนดต่าง ๆ มาใช้ตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2026 โดยมาตรการจำนวนมากจะทยอยมีผลในช่วงต่อไปจนถึงปี 2030 และหลังจากนั้น

พูดง่าย ๆ คือ

EU กำลังเปลี่ยนจาก “Packaging ที่ขายได้” ไปสู่ “Packaging ที่ต้องรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิต”

ทำไม PPWR จึงสำคัญกับผู้ประกอบการไทย?

คำถามสำคัญคือ

“ถ้าเราไม่ได้อยู่ยุโรป แล้วทำไมต้องสนใจ?”

เพราะหากสินค้าของคุณถูกนำเข้าไปจำหน่ายในตลาด EU บรรจุภัณฑ์ที่ติดไปกับสินค้าก็อาจอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ PPWR

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่ากฎดังกล่าวเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ ผู้จัดจำหน่าย ผู้ส่งออก และผู้ส่งออกสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์จากไทย โดยครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม เช่น อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง ของใช้ในบ้าน และสินค้าไลฟ์สไตล์

ดังนั้น แม้โรงงานจะอยู่ที่

เชียงใหม่ / กรุงเทพฯ / น่าน / หรือจังหวัดใดในประเทศไทย

แต่ถ้าสินค้าถูกนำไปวางตลาดใน EU ก็อาจต้องเตรียมข้อมูลและ Packaging ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

5 เรื่องของ PPWR ที่ผู้ประกอบการไทยควรรู้

01 — Reduce: ใช้ Packaging เท่าที่จำเป็น

แนวคิดแรกของ PPWR คือ

“ลดตั้งแต่ต้นทาง”

ไม่ใช่รอให้เกิดขยะแล้วค่อยจัดการ

ดังนั้น การออกแบบ Packaging ในอนาคตจะต้องให้ความสำคัญกับการลด

น้ำหนัก

ปริมาตร

วัสดุที่ไม่จำเป็น

ส่วนประกอบที่ไม่จำเป็น

พื้นที่ว่างภายในบรรจุภัณฑ์

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสรุปแนวทางของ PPWR ว่าเน้น Reduce, Reuse & Refill และ Recycle เพื่อช่วยลดปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์

แล้วแบรนด์ไทยควรเริ่มอย่างไร?

ลองกลับมาดู Packaging ของตัวเองว่า

“ถ้าลดขนาดกล่องลง 10–20% แต่ยังปกป้องสินค้าได้เหมือนเดิม จะทำได้หรือไม่?”

นี่คือโจทย์ที่ Packaging Designer ต้องเข้ามาช่วยมากขึ้น

02 — Design for Recycling: ต้องคิดถึงการรีไซเคิลตั้งแต่ตอนออกแบบ

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ PPWR คือ

Design for Recycling (D4R)

หมายถึงการออกแบบ Packaging ตั้งแต่ต้นให้สามารถนำกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ง่ายขึ้น

ข้อกำหนดด้านการออกแบบเพื่อการรีไซเคิลจะทยอยเข้มข้นขึ้น โดยข้อกำหนดสำคัญด้าน recyclability จะเริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2030 และจะมีเป้าหมายที่เข้มขึ้นในปี 2035

สิ่งที่แบรนด์จึงควรเริ่มคิดตั้งแต่วันนี้ ได้แก่

ใช้วัสดุอะไร?

มีวัสดุหลายชนิดประกอบกันหรือไม่?

มีการเคลือบที่ทำให้รีไซเคิลยากหรือไม่?

กาวหรือหมึกมีผลต่อการรีไซเคิลหรือไม่?

สามารถแยกส่วนประกอบได้ง่ายหรือไม่?

ดังนั้น

Packaging ที่ดูสวย ไม่ได้หมายความว่าจะเป็น Packaging ที่ออกแบบมาเพื่อ Recycling ได้ดี

03 — Recycled Content: วัสดุรีไซเคิลจะมีบทบาทมากขึ้น

PPWR ยังผลักดันการใช้ Recycled Content โดยเฉพาะในบรรจุภัณฑ์พลาสติก

เป้าหมายคือทำให้วัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับเข้ามาเป็นวัตถุดิบในการผลิตใหม่มากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาวัตถุดิบ Virgin Material เพียงอย่างเดียว

ข้อกำหนดด้านการใช้ recycled plastic ใน Packaging จะทยอยมีผล โดยมาตรการสำคัญเริ่มในปี 2030

สำหรับผู้ประกอบการไทย นั่นหมายความว่า

“มีวัสดุรีไซเคิล” อาจไม่เพียงพอ

แต่ต้องสามารถตอบได้ด้วยว่า

วัสดุรีไซเคิลมาจากไหน?
มีสัดส่วนเท่าไร?
มีเอกสารหรือหลักฐานรองรับหรือไม่?

04 — PFAS: เรื่องที่ Packaging อาหารต้องจับตาเป็นพิเศษ

นี่เป็นหนึ่งในข้อกำหนดที่เริ่มมีผลตั้งแต่ 12 สิงหาคม 2026

PPWR จำกัดการใช้ PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) ในบรรจุภัณฑ์ที่สัมผัสอาหาร หากมีปริมาณเกินเกณฑ์ที่กำหนด

ตัวอย่าง Packaging ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

กล่องอาหาร

กล่อง Pizza

ภาชนะ Fast Food

ถุง Popcorn สำหรับ Microwave

จานหรือชามกระดาษแบบใช้ครั้งเดียว

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุเกณฑ์ PFAS ที่เกี่ยวข้องไว้หลายระดับ เช่น 25 ppb, 250 ppb และ 50 ppm ตามประเภทการวัดและสารที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนด

ดังนั้น หากเป็นผู้ผลิต Food Packaging สิ่งที่ควรทำคือ

อย่าเลือกวัสดุจากคำว่า “Paper” หรือ “Eco” เพียงอย่างเดียว

แต่ควรตรวจสอบ Material Specification และเอกสารจาก Supplier ให้ชัดเจนด้วย

05 — Documentation: Packaging ในอนาคตต้อง “มีข้อมูล”

นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม

PPWR ไม่ได้พูดเฉพาะเรื่องวัสดุ แต่ยังเกี่ยวข้องกับ การประเมินความสอดคล้องและเอกสารทางเทคนิค

ในห่วงโซ่อุปทาน ผู้เกี่ยวข้องอาจต้องมีข้อมูล เช่น

Material Specification

Recycled Content

ข้อมูลเกี่ยวกับสารที่เกี่ยวข้อง

Technical Documentation

Declaration of Conformity (DoC)

ข้อมูลสำหรับ EPR ตามบทบาทและตลาดที่เกี่ยวข้อง

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่าผู้ผลิตและผู้เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานควรเตรียมข้อมูลและเอกสารเพื่อรองรับการประเมินความสอดคล้องกับ PPWR

ดังนั้น Packaging Supplier ในอนาคตอาจไม่ได้มีหน้าที่เพียง

“ผลิตกล่องให้ลูกค้า”

แต่ต้องสามารถ

“ส่งต่อข้อมูลของวัสดุให้ลูกค้าได้ด้วย”

แล้ว LALITA Packaging เกี่ยวข้องกับ PPWR อย่างไร?

สำหรับ LALITA Packaging แนวคิดของ PPWR สามารถนำมาต่อยอดกับการพัฒนา Packaging ได้หลายด้าน

📦 Corrugated Packaging

ออกแบบโครงสร้างกล่องให้เหมาะสมกับสินค้า เพื่อลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น พร้อมคำนึงถึงการปกป้องสินค้าและการจัดการหลังการใช้งาน

🌿 Kraft Paper

เลือกใช้กระดาษและออกแบบ Packaging ให้เหมาะกับ Product และ Brand โดยไม่ใช้คำว่า “Eco” เป็นเพียงเครื่องมือทางการตลาด แต่ควรพิจารณาวัสดุและโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

🌱 Paper Pulp

ใช้เป็นทางเลือกสำหรับ Tray, Insert หรือ Protective Packaging ในงานที่เหมาะสม ช่วยให้แบรนด์สามารถพิจารณา Fiber-based Packaging เป็นส่วนหนึ่งของระบบ Packaging ได้

🌽 Bio Foam

สำหรับงานกันกระแทก สามารถพิจารณาวัสดุทางเลือกจาก Bio-based Materials ตามความเหมาะสมของสินค้า พร้อมตรวจสอบคุณสมบัติและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปเคลมด้านสิ่งแวดล้อม

Timeline PPWR ที่ผู้ประกอบการไทยควรรู้

*กำหนดเวลาบางรายการขึ้นอยู่กับการออกกฎหมายลำดับรอง/Implementing or Delegated Acts ที่เกี่ยวข้อง จึงควรติดตามประกาศของ EU อย่างต่อเนื่อง

สรุป: PPWR ไม่ใช่เรื่องของ “ยุโรป” อย่างเดียว

PPWR อาจเริ่มต้นจากกฎหมายของสหภาพยุโรป แต่ผลกระทบสามารถส่งต่อไปตลอด Global Packaging Supply Chain

ตั้งแต่

เจ้าของแบรนด์ → Designer → Packaging Manufacturer → Material Supplier → Exporter → Importer → Retailer → Consumer

สำหรับผู้ประกอบการไทย สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรอให้กฎบังคับเต็มรูปแบบก่อนแล้วค่อยปรับตัว

แต่คือการเริ่มถามตั้งแต่วันนี้ว่า

Packaging ของเราพร้อมสำหรับตลาดปี 2030 แล้วหรือยัง?

เพราะ Packaging แห่งอนาคตไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่อง สวย แข็งแรง และราคาถูก

แต่กำลังแข่งขันกันด้วย

Design + Function + Material Efficiency + Recyclability + Data + Compliance

และนี่คือโอกาสของแบรนด์ไทยในการเปลี่ยน “ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม” ให้กลายเป็น “มาตรฐานใหม่ของ Packaging ที่ดี”

 

อ้างอิง : https://www.ditp.go.th/ , https://environment.ec.europa.eu/topics/waste-and-recycling/packaging-waste_en?prefLang=uk&utm_source=chatgpt.com , https://test-web.ditp.go.th/